คุณเคยได้ยินคำว่า “Human Design” ผ่านหูมาบ้างไหม? ช่วงหลังมานี้เรื่องนี้ค่อนข้างฮิตมากในสื่อโซเชียล หลายคนเอามาใช้ทำความเข้าใจตัวเอง ทำความเข้าใจคนรอบข้าง หรือแม้แต่เอาไปปรับใช้กับวิธีทำงาน วันนี้เราเลยอยากชวนคุยเรื่องนี้แบบสบายๆ โดยเฉพาะหัวใจสำคัญของมันคือ “ประเภท” หรือ Type ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนควรรู้ก่อนที่จะไปศึกษาลงลึกเรื่องอื่น
ก่อนอื่นขอเกริ่นสั้นๆ ก่อนว่า Human Design คือระบบที่ผสมผสานแนวคิดหลายอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งโหราศาสตร์ ไอชิง (I Ching) ระบบจักระ และพันธุศาสตร์ โดยใช้ วัน เดือน ปี และเวลาเกิดของเรา นำมาคำนวณ แล้วสร้างเป็น “แผนภูมิ” หรือ Bodygraph ที่บอกว่าเราเป็นคนแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน อย่างไร และยังบอกว่าเราเหมาะกับการใช้ชีวิตแบบไหนอีกด้วย
ในระบบนี้ เขาแบ่งคนออกเป็น 5 ประเภทหลักๆ ด้วยกัน
1. Generator (เจนเนอเรเตอร์) — เป็นกลุ่มที่มีเยอะที่สุด
ถ้าให้เราเดา เราคิดว่าคนรอบตัวเราส่วนใหญ่น่าจะเป็นประเภทนี้ เพราะ Generator คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกเลยทีเดียว คนกลุ่มนี้มีจุดเด่นคือ “พลังชีวิต” ที่เยอะและสม่ำเสมอ เหมือนมีแบตเตอรี่ในตัวที่ชาร์จไฟเต็มตลอดเวลา เหมาะกับงานที่ได้ลงมือทำ ได้สร้างสรรค์ ได้ใช้แรงกายแรงใจ แต่จุดสำคัญที่คนกลุ่มนี้ต้องรู้ก็คือ ควรทำสิ่งที่ตัวเอง “รู้สึกตอบสนอง ชอบ” หรือรู้สึกอยากทำจริงๆ ไม่ใช่ฝืนใจทำตามที่คนอื่นบอกให้ทำ ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ต่อให้มีพลังแค่ไหนก็จะรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่มีความสุขในท้ายที่สุดทันที
2. Manifesting Generator (แมนิเฟสติ้ง เจนเนอเรเตอร์) — เป็นสายมัลติทาสก์ (Malti Task) ตัวจริง
กลุ่มนี้พูดง่ายๆ คือลูกผสมระหว่าง Generator กับ Manifestor เป็นกลุ่มคนที่มีพลังเยอะเหมือน Generator แต่มีความเร็วและความเป็นผู้ริเริ่มแบบ Manifestor ผสมอยู่ด้วย จุดเด่นของคนกลุ่มนี้คือทำอะไรได้หลายอย่างพร้อมกัน เบื่อง่าย ชอบความท้าทายใหม่ๆ และมักจะ “ข้ามขั้นตอน” ที่รู้สึกว่าไม่จำเป็น เพราะอยากไปให้ถึงเป้าหมายเร็วๆ คนกลุ่มนี้เหมาะกับงานที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก และเช่นเดียวกับ Generator คือควรเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกตอบสนองจริงๆ ถึงจะไปได้ยาว
3. Manifestor (แมนิเฟสตอร์) — นักริเริ่มที่ไม่รอใคร
กลุ่มนี้มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เป็นกลุ่มที่มีพลังในการ “เริ่มต้น” สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาชวนหรือมาถามก่อน มีความเป็นผู้นำสูง ชอบความอิสระ และไม่ชอบให้ใครมาควบคุมหรือบังคับ สิ่งที่คนกลุ่มนี้ควรฝึกฝนคือการ “แจ้งให้ทราบ” ก่อนลงมือทำอะไร ไม่ใช่เพราะต้องขออนุญาตใคร แต่เพื่อให้คนรอบข้างเข้าใจและไม่รู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานและความขัดแย้งจากคนรอบข้างได้เยอะ
4. Projector (โปรเจคเตอร์) — เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการมองเห็นภาพรวม
คน Projector นี้ไม่ได้มีพลังชีวิตที่สม่ำเสมอเหมือน Generator แต่มีจุดเด่นคือความสามารถในการมองเห็นภาพรวม เห็นระบบ เห็นจุดที่ควรปรับปรุง และเก่งเรื่องการแนะนำหรือชี้ทางให้คนอื่น เหมาะกับบทบาทเป็นที่ปรึกษา ผู้บริหาร หรือผู้ที่คอยดูแลจัดการมากกว่าจะลงมือทำเองทั้งหมด สิ่งสำคัญสำหรับคนกลุ่มนี้คือเรื่องการพักผ่อน เพราะพลังงานไม่ได้เยอะเท่า Generator จึงต้องรู้จักจัดสรรพลังงานให้ดี และรอให้คนอื่น “เชิญชวน” หรือเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถ เพราะมักจะได้รับการยอมรับและการเห็นคุณค่ามากกว่าการที่จะเสนอตัวเข้าไปทำเองแบบไม่มีใครถามหรือเชิญชวน
5. Reflector (รีเฟล็กเตอร์) — กลุ่มที่หายากที่สุด
คนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมากในโลก มีลักษณะพิเศษคือเป็นเหมือน “กระจก” ที่สะท้อนพลังงานและบรรยากาศของคนรอบข้างหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้วย ทำให้เป็นคนที่อ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ คนกลุ่มนี้มักจะรู้สึกดีหรือแย่ ขึ้นอยู่กับว่าอยู่กับใครหรืออยู่ในที่ที่มีแวดล้อมแบบไหน สิ่งที่แนะนำสำหรับคนกลุ่มนี้คือการให้เวลากับการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ควรรอดูสถานการณ์ให้รอบด้านก่อน อย่างน้อยควรรอให้ครบหนึ่งรอบเดือนจันทรคติ เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นมาจากตัวเราเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ได้รับอิทธิพลจากคนรอบตัวหรือสถานที่ชั่วคราว
บทสรุป
ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ Human Design แบ่งคนออกเป็น 5 ประเภท คือ Generator, Manifesting Generator, Manifestor, Projector และ Reflector แต่ละแบบมีจุดแข็ง วิธีใช้พลังงาน และคำแนะนำในการตัดสินใจที่ต่างกันไป ไม่มีแบบไหนดีกว่าแบบไหน เพราะทุกประเภทมีบทบาทของตัวเองในภาพรวม สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้ว่าตัวเองเป็นประเภทไหน คือการลองสังเกตตัวเองในชีวิตจริงว่า เวลาทำสิ่งที่ตรงกับลักษณะของประเภทนั้นๆ แล้วเรารู้สึกมีพลังและมีความสุขมากขึ้นไหม ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นประเภทไหน สามารถลองคำนวณแผนภูมิ Human Design ของตัวเองได้จากเว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีหลายแห่ง โดยใช้แค่วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด และสถานที่เกิดเท่านั้นเอง
หมายเหตุ: Human Design เป็นระบบความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนความคิดและทำความเข้าใจตัวเองในเชิงส่วนตัว มากกว่าจะใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ จิตวิทยา หรือการตัดสินใจสำคัญในชีวิต
