ทำไมยิ่งโตขึ้น เรากลับรู้สึกไม่รู้จักตัวเอง?
คุณเคยบ้างมั้ย? ในบางคืนที่คุณนอนอยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีคำถามโผล่ขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจว่า “เราเป็นใครกันแน่”?
“ทำไมเราถึงรู้สึกเหนื่อยกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันจัง”?
“ทำไมเราไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเราเองชอบอะไร ต้องการอะไร หรือว่ามีความสุขกับอะไร”?
ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ ขอบอกตรงๆ เลยว่า คุณไม่ได้แปลก ไม่ได้แย่ และคุณก็ไม่ได้อยู่คนเดียว
ความรู้สึก “ไม่รู้จักตัวเอง” ที่โตขึ้นมาพร้อมกับความเหนื่อยล้า ความสับสน หรืออยู่ในภาวะ Burnout เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก แต่ไม่มีใครอยากพูดถึงมัน เพราะมันดูเหมือนกับว่าจะเป็นเรื่องที่ “ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนที่โตแล้ว”
แต่ความในความเป็นจริงคือ… มันสามารถเกิดขึ้นได้ และมันก็มีเหตุมีผลรองรับ
1. เพราะเราถูกสอนให้ “เป็น” ก่อนที่จะถูกสอนให้ “รู้จัก”
ตั้งแต่เด็กๆ เราถูกบอกว่าต้องเรียนเก่ง ต้องเชื่อฟัง ต้องเลือกอาชีพที่มั่นคง ต้องทำตามพ่อแม่ที่บอกไว้ ไม่ว่าจะเป็นลูกที่ดี นักเรียนที่ดี พนักงานที่ดี หรือคนที่ดีในสายตาคนอื่น
เราใช้เวลาหลายสิบปีไปกับการ “เป็น” ในสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง จนไม่มีพื้นที่เหลือให้ถามตัวเองว่า เราอยากเป็นอะไรกันแน่
พอวันหนึ่งความคาดหวังเหล่านั้นมันเริ่มเงียบลง หรือเราเริ่มมีเวลาหยุดอยู่นิ่งๆ กับตัวเอง สิ่งที่เจอนั้นมันคือความว่างเปล่า เพราะเราไม่เคยถูกฝึกให้ฟังเสียงของตัวเองมาก่อน นี่ไม่ใช่ความผิดของเราค่ะ แต่มันเป็นผลของการให้ความสำคัญกับ “การทำตามบทบาทที่คนอื่นบอกเรา” มากกว่า “การที่เรารู้จักตัวเอง”
2. เพราะตัวตนของคนไม่ได้หยุดนิ่ง มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
หลายคนเข้าใจผิดว่า การรู้จักตัวเองคือการหาคำตอบที่ตายตัวสักคำตอบหนึ่ง จากนั้นเราก็ใช้คำตอบนั้นไปตลอดชีวิต
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวตนของคนเรานั้นจะเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต ตามประสบการณ์ ตามบาดแผล ตามความสำเร็จและความผิดหวังที่ตัวคุณเองได้เจอมา คนที่เราเป็นในตอนอายุ 20 กับคนที่เราเป็นตอนอายุ 30 มักไม่ใช่คนเดียวกันเสียทีเดียว
ดังนั้นความรู้สึก “ไม่รู้จักตัวเอง” จึงอาจไม่ได้แปลว่าเราหายไป แต่อาจแปลว่า “ตัวตนเก่าของเรากำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ตัวตนคนใหม่” และช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เอง ที่ทำให้เรารู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าที่เวิ้งว้าง มองไม่เห็นทั้งจุดเริ่มต้นและปลายทาง
นักจิตวิทยาเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ภาวะเปลี่ยนผ่านของตัวตน” ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่สัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติกับเรา
3. เพราะภาวะ Burnout ทำให้เราตัดขาดจากความรู้สึกตัวเองโดยไม่รู้ตัว
เมื่อร่างกายและจิตใจของคุณเหนื่อยล้าสะสมมายาวนาน จนกลายเป็นภาวะ Burnout สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ สมองคุณจะเริ่ม “ปิดสวิตช์” เพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกเหนื่อยหล้าที่มากเกินไป
หมายความว่า เราสามารถทำงานได้ ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ลึกๆ แล้ว เราตัดขาดจากการเชื่อมต่อกับความรู้สึกของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว พอถูกถามว่า “ตอนนี้รู้สึกยังไง” หรือ “อยากทำอะไรกันแน่” เราจึงตอบไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีความรู้สึก แต่เพราะเราเข้าไม่ถึงความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้นต่างหาก
ความรู้สึกชาๆ มัวๆ ไม่รู้จักตัวเอง ที่เกิดขึ้นพร้อม Burnout จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายและใจกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาที่คุณต้องหยุดและกลับมาดูแลตัวเองได้แล้ว
4. เพราะโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทำให้เราไม่มีเวลาหยุดคิดกับตัวเอง
ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ ข้อมูลถูกยิงเข้ามาให้คุณรับตลอดเวลา และความสำเร็จถูกวัดด้วยความรวดเร็ว เราแทบไม่มีพื้นที่เงียบๆ ให้กับตัวเองเลย การรู้จักตัวเองนั้นต้องการเวลาเงียบๆ ต้องการพื้นที่ ที่ไม่มีใครมารบกวน ต้องการช่วงเวลาที่เราอยู่กับความคิดของตัวเองได้โดยไม่ต้องรีบไปไหน แต่ชีวิตสมัยนี้ออกแบบมาเพื่อให้เราวุ่นวายตลอดเวลา จนความเงียบกลายเป็นสิ่งที่หายากและน่ากลัวสำหรับหลายคน เพราะพอเงียบ เราจะได้ยินเสียงคำถามจากข้างในใจของตัวเองที่เราหลีกเลี่ยงมานาน
แล้วความรู้สึก “ไม่รู้จักตัวเอง” นี้ แปลว่าอะไร
ข่าวดีคือ ความรู้สึกนี้มันไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือ ”จุดเริ่มต้น” การที่เรารู้สึกสับสน ไม่แน่ใจ หรือไม่รู้จักตัวเอง แปลว่าส่วนหนึ่งของเรากำลังตื่นขึ้นมา และเริ่มสงสัยว่าชีวิตที่ผ่านมานั้นใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า
มันคือสัญญาณว่า เรากำลังจะเริ่มเดินทางกลับเข้าไปหาตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่อาจหลงทาง ออกไปไกลโดยที่เราไม่รู้ตัว
ลองนึกภาพว่าตัวตนของเราเป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่เราไม่ได้กลับไปดูแลมานาน บ้านหลังนั้นมันก็จะเต็มไปด้วยฝุ่นและของที่ไม่จำเป็น การที่เรารู้สึก “ไม่รู้จักตัวเอง” ก็เหมือนวันที่เราเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นแล้วรู้สึกแปลกๆ เพราะไม่คุ้นชิน แต่นั่นแหละมันคือจุดเริ่มต้นของการทำความสะอาด การจัดเก็บ และการตกแต่งบ้านหลังเดิม ให้กลับมาเป็นพื้นที่ที่เราอยากอยู่จริงๆ
แล้วเราจะกลับมารู้จักตัวเองได้อย่างไร
การกลับมารู้จักตัวเอง มันไม่มีสูตรสำเร็จที่จะสามารถใช้ได้กับทุกคน แต่มันจะมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยคุณ ให้เวลากับตัวเองได้เงียบบ้าง ด้วยการนั่งสมาธิ คุณไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธินานก็ได้ แค่ลองหาเวลาสัก 10-15 นาทีต่อวัน โดยที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเสียงรบกวน แล้วถามตัวเองเบาๆ ว่า “วันนี้เรารู้สึกยังไง”?
ฝึกสังเกตสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรารู้สึกดีโดยไม่ต้องมีเหตุผล
อาจเป็นเพลงบางเพลง กลิ่นอะไรบางอย่าง หรือกิจกรรมเล็กๆ อะไรที่ทำแล้วเราเผลอยิ้ม เพราะสิ่งเหล่านี้คือ “เศษเสี้ยวของตัวตน” ที่แท้จริงของคุณที่ยังหลงเหลืออยู่
อนุญาตให้ตัวเองไม่ต้องมีคำตอบในทันที
การที่เราไม่รู้จักตัวเองตอนนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องรู้ทันทีในพรุ่งนี้ เพราะการรู้จักตัวเองนั้นมันเป็นกระบวนการ ไม่ใช่เส้นชัยที่คุณจะต้องวิ่งให้ถึงเร็วๆ
พักผ่อนอย่างจริงจัง ถ้าคุณรู้สึก Burnout
ในบางครั้งสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบของชีวิต แต่มันคือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวก่อน เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยให้ใจที่อ่อนล้ามีกำลังขึ้น และช่วยให้คุณได้มองเห็นอะไรชัดเจนขึ้นด้วย
พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือผู้เชี่ยวชาญ
การที่มีใครสักคนรับฟังคุณโดยไม่ตัดสิน จะช่วยให้เราได้เห็นตัวเองชัดขึ้นได้มากกว่า การที่คิดอยู่คนเดียวในหัว เพราะเวลาที่คุณได้พูดคุย ตัวคุณเองจะเป็นผู้ที่ได้ยินเสียงคุณเองด้วย มันจะคอยเป็นกระจกสะท้อนให้คุณได้เห็นว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ คิดอยู่ เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นแล้วระหว่างที่คุณได้พูดคุย นอกจากคุณพูดคุยแล้ว คุณควรตั้งใจฟังเสียงของตัวเองด้วย ไม่ใช่การระบายแบบพ่นไฟใส่คู่สนทนาเพียงอย่างเดียว
สุดท้ายแล้ว…
ถ้าวันนี้คุณยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ต้องการอะไร หรือมีความสุขกับอะไร มันไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว แต่มันหมายความว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกและซื่อสัตย์กับตัวเอง ที่จะยอมรับว่า คุณยังไม่มีคำตอบให้กับตัวเองว่าตัวเองเป็นใคร ดีกว่าการฝืนตอบตัวเองในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง การที่คุณไม่รู้จักตัวเองในวันนี้ มันไม่ใช่จุดจบของการเดินทาง แต่มันคือประตูที่เปิดให้เราได้กลับไปทำความรู้จักกับตัวเองอีกครั้ง ในแบบที่ลึกซึ้งและจริงใจกว่าที่เคย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบหาคำตอบให้ครบทุกข้อในวันนี้ หากคุณยังเลือกที่จะตั้งคำถามและอยากกลับมาดูแลตัวเองจริงๆ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเป็น ”จุดเริ่มต้น” ที่ดีของการเดินทางกลับมาสู่บ้านที่เป็นตัวเองอีกครั้ง
